ผู้ติดตาม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิทยาศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

115 ปี “เอ็กซเรย์” จากดูกระดูกถึงดูดาว

เศษ ซากซูเปอร์โนวา E0102-72 ซึ่งบันทึกด้วยข้อมูลย่านรังสีเอกซ์จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra) และคลื่นแสงที่ตามองเห็นจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (NASA)
       จากรังสีปริศนาที่ น่าฉงน ซึ่งถูกค้นพบเมื่อ 115 ปีก่อน ปัจจุบัน “รังสีเอกซ์” ทะลุทะลวงสู่การประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การตรวจสอบในภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการศึกษาดวงดาวบนท้องฟ้า
    
       เมื่อวันที่ 8 พ.ย.1985 วิลเฮห์ม คอนราด เรินท์เกน (Wilhelm Conrad Roentgen) นักฟิสิกส์เยอรมันพบรังสีเอกซ์โดยบังเอิญระหว่างทำการทดลองให้ประจุวิ่งผ่าน ท่อสุญญากาศ ซึ่งเขาได้พบการเรืองแสงที่แปลกประหลาด และเขาเรียกการเรืองแสงประหลาดนั้นว่า “รังสีเอกซ์” (X ray) ที่สื่อถึงการแผ่รังสีอันลึกลับ อีกทั้งเขาได้ใช้รังสีที่ไม่รู้จักนี้ บันทึกภาพมือของภรรยาเขาเอง ภาพนั้นเผยให้โครงกระดูกของมือ และหัวแหวนทึบๆ ที่นิ้วนาง

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

ทดลองฟิสิกส์ครั้งแรก “เซิร์น” พบโปรตอนชนกันกว่าล้านครั้ง

ผลจากการเดินเครื่องเร่งอนุภาคชนกันที่ พลังงานสูงสุดในประวัติศาสตร์ และเป็นการทดลองทางฟิสิกส์ครั้งแรกของเครื่อง “แอลเอชซี” เครื่องตรวจวัดอนุภาคของ “เซิร์น” พบการชนกันของโปรตอนกว่าล้านครั้ง และเดินเครื่องเร่งอนุภาคชนกันในครั้งที่ 2 ต่อ
ภาพจำลองการชนกันจริงของอนุภาค ซึ่งตรวจวัดได้โดยสถานีซีเอ็มเอส (ภาพจากเซิร์น)

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

"เซิร์น" วางตาราง 30 มี.ค. เดินเครื่องเร่งอนุภาคเต็มกำลัง

ผู้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติ การของเซิร์น ชมชิ้นส่วนแรกของเครื่องตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส (CMS) ภาพจากรอยเตอร์

"เซิร์น" พร้อมจับอนุภาคชนกันที่ 7 TeV ในวันที่ 30 มี.ค.53 นี้ ถือเป็นการเดินเครื่องเร่งอนนุภาคที่ระดับพลังงานสูงสุดในโลกครั้งแรก และจำลองการเกิด "บิกแบง" ขนาดเล็กขึ้นบนโลก คาดอาจพบสสารมืดด้วย
   
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

พบ "หุ่นยนต์น้องดินสอ" ที่ถนนสายวิทยาศาสตร์ 6–9 มค.นี้


“หุ่นยนต์น้องดินสอ ” หุ่นยนต์จากฝีมือคนไทยที่น่ารัก แสดงอารมณ์ได้ ใช้งานแทนคนได้จริง เป็นต้นแบบของหุ่นยนต์เสิร์ฟอาหารที่จะผลิตส่งมอบให้ MK สุกี้ นำไปใช้งานจริงกลางปี 2553 นี้ จะมีมาโชว์ในงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์” ช่วงวันเด็ก ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. ระหว่างวันที่ 6 – 9 มกราคม 2553 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนโยธี และถนนพระราม 6


ผู้ที่สนใจต้องการทราบรายละเอียดงานเพิ่มเติม หรือโรงเรียนจะเข้าชมเป็นหมู่คณะ ติดต่อสอบถามได้ที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ โทรศัพท์ 0 2577 9999 ต่อ 1829 และ 1830



ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับ “หุ่นยนต์น้องดินสอ”
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เฟสแรกผ่าน "เซิร์น" จับโปรตอนชนกันสำเร็จ


เหล่า นักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารของเซิร์น ขณะร่วมกันรับชมสัญญาณภาพจากเครื่องเร่งอนุภาคใหญ่ ในช่วงเวลาที่ยิงลำแสงชนกัน เพียง 3 วันหลังจากทดสอบยิงลำแสงเดียวได้ครบรอบ (AFP/Fabrice Coffrini)


เครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้เดินหน้ายิงลำแสงชนกันแล้ว เมื่อวันที่ 23 พ.ย.ที่ผ่านมา อนุภาคแรกแห่งการชนกันของโปรตอนได้เกิดขึ้น หลังปิดซ่อมแซมและล่าช้ากว่ากำหนดเดิมนับปี แต่ครั้งนี้เป็นการทดลองใช้พลังงานระดับต่ำ ก่อนจะเดินเครื่องเต็มกำลังในปีหน้า

ภาพจำลองเครื่องเร่งอนุภาคใหญ่ในการทำงานยิงลำแสง (AFPTV)

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อการวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ หรือเซิร์น (The European Organization for Nuclear Research: CERN) ได้ใช้งานเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ยิงอนุภาคให้ชนกันตามที่รอคอยมานานหลายสิบปี เมื่อคืนวันที่ 23 พ.ย.52 (ตามเวลาประเทศไทย)

ผู้อำนวยการทั่วไปเซิร์น กับฉากหลังวงแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่จะนำพาลำแสงไปตามท่อ เพื่อชนกัน (AFP/File/Fabrice Coffrini)

เดิมทีกำหนดการยิงอนุภาคชนกันของเครื่อง LHC ตามที่ตั้งใจไว้นั้นคือช่วง 2 เดือนแรกของปี พ.ศ.2553 เพื่อจะหาร่องรอยของการกำเนิดจักรวาล ผ่านอนุภาคที่เล็กที่สุด แต่เซิร์นก็ได้ทดลองชนกันอนุภาคโปรตอนในระดับพลังงานต่ำไปก่อนเมื่อคืนวันที่ 23 พ.ย.52 ที่ผ่านมา (ช่วงประมาณ 21.00 น.ของวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย)

จอแสดงสถานะของลำแสงโปรตอนที่ถูกยิงแบบตามและทวนเข็มนาฬิกา เพื่อให้ตัดผ่านกันจนเกิดการระเบิด (CERN)

ลำแสงโปรตอน 2 ลำ จาก 2 ทิศทางได้พุ่งเข้าชนกันภายในอุโมงค์ขนาดใหญ่ซึ่งขดเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตรลึก 100 เมตรใต้ชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ โดยการระเบิดดังกล่าว บันทึกไว้โดยเครื่องตรวจวัดอนุภาคจำนวน 4 เครื่อง ที่ติดตั้งอยู่ตามจุดต่างๆ แยกเป็น 4 สถานี 4 ห้องปฏิบัติการ นับเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการระเบิดของโปรตอน

ในช่วงแรกลำแสงได้ตัดกันที่จุด 1 และ 5 ในอุโมงค์ โดยมีเครื่องตรวจวัดอนุภาคแอลตลาส (ATLAS) และ ซีเอ็มเอส (CMS) จับสัญญาณการระเบิด ซึ่งแอตลาสได้บันทึกการระเบิดครั้งแรกไว้ที่เวลา 14.22 น. (21.22 น. ตามเวลาประเทศไทย) จากนั้นซีเอ็มเอสก็ได้บันทึกเส้นทางแสงตัดกันในอีกหลายชั่วโมงต่อมา

กระทั่งตอนค่ำของเซิร์น (ประมาณ 03.00 น.ของวันที่ 24 พ.ย.ตามเวลาประเทศไทย) เครื่องตรวจวัดอนุภาคอลิซ (ALICE) ก็ได้รับสัญญาณการชนกัน และตามด้วยเครื่องแอลเอชซีบี (LHCb) ที่ได้บันทึกการระเบิดในเวลาต่อมา

ลำแสดงกำลังเดินทางปะทะกันที่เครื่องจับอนุภาค CMS ตรวจได้ (CERN)

"นับเป็นข่าวดีที่สุด ที่เราได้เริ่มยุคสมัยแห่งความมหัศจรรย์ของฟิสิกส์ และหวังว่าการค้นพบหลังจากทำงานมายาวนานกว่า 20 ปีของนานาชาติ ที่ได้สร้างเครื่องทดลองขนาดใหญ่ จะได้ทดลองสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ตัวแทนนักฟิสิกส์จาก 2,000 กว่าคนในสถานีแอตลาสเผยความรู้สึก

ขณะที่ทีมงานทางห้องปฏิบัติการต่างๆ ทั้ง 4 ต่างลุ้นให้เกิดการชนกันครั้งแรก ซึ่งท้ายที่สุดแถลงการณ์ของเซิร์นก็แจ้งว่าระบบควบคุมลำแสงที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และการชนกันนั้นเป็นไปได้อย่างดี

ลำแสงโปรตอนตัดกันที่สถานี ALICE ตรวจจับได้ (CERN)


ที่จริงแล้วการระเบิดที่ต้องการก่อให้เกิดร่องรอยแห่งกำเนิดจักรวาล นั้น จะต้องให้ลำแสงชนกันที่ความเร็ว เพื่อจำลองสถานการณ์หลังเกิดบิกแบงในช่วง 1-2 แสนล้านส่วนวินาทีเท่านั้น ซึ่งการทดลองชนกันครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบศักยภาพของเครื่อง และจะค่อยๆ เร่งระดับเดินเครื่องเต็มที่ภายในปีหน้า เพื่อการทดลองเต็มรูปแบบ
Thank data news ASTV manager online
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ฮีเลียม : ประวัติและประโยชน์


ฮีเลียม


เราหลายคนคงไม่ตระหนักว่า เอกภพของเรานี้มีธาตุฮีเลียม (helium) มากเป็นอันดับสองรองจากไฮโดรเจน (hydrogen) แต่การรู้ข้อมูลนี้ก็นำมาซึ่งคำถามต่อว่า ถ้าฮีเลียมมีมากจริง แล้วเหตุใดมนุษย์จึงเพิ่งพบฮีเลียมเมื่อ 114 ปีก่อนนี้เอง

คำตอบก็คือ ฮีเลียมเป็นธาตุเฉื่อย ที่ไม่ชอบทำปฏิกิริยาเคมีกับธาตุอื่น ดังนั้นเราจึงไม่พบฮีเลียมในสารประกอบใดๆ นอกจากนี้ฮีเลียมก็มีความหนาแน่นน้อยมากด้วย ดังนั้นเวลาถูกปล่อยเป็นอิสระมันจะลอยขึ้นฟ้า แล้วหนีหายไปในอวกาศ

การศึกษาประวัติความเป็นมาของฮีเลียม แสดงให้เรารู้ว่า มันเป็นธาตุที่มนุษย์พบบนดวงอาทิตย์ก่อนที่จะพบบนโลก เพราะบุคคลที่เห็นฮีเลียมเป็นคนแรกคือ Norman Lockyer นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้มีความสามารถหลายด้าน เช่น เขียนกฎการแข่งขันกอล์ฟที่สนาม St. Andrew เป็นผู้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (Science Museum) ที่ลอนดอน และเป็นบรรณาธิการของวารสาร Nature ด้วย


Kamerlingh Onnes



โดยในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2411 Lockyer ได้ส่องกล้องโทรทัศน์ขนาด 6 นิ้ว ตรงไปที่ดวงอาทิตย์แล้วตรวจสเปกตรัม (spectrum) หรือแถบแสงสีต่างๆ ด้วยอุปกรณ์ spectroscope และ Lockyer ก็รู้สึกประหลาดใจมากที่เห็นเส้นแสงสีเหลืองเส้นหนึ่งปรากฏในสเปกตรัมของแสง อาทิตย์ เพราะเขาไม่เคยเห็นเส้นแสงเหลืองเส้นนั้นในการทดลองใดๆ ก่อนนั้นเลย ต่อมาในปีเดียวกัน Pierre Jules Cesar Janssen นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสก็ได้รายงานการเห็นเหตุการณ์นี้เช่นกัน

จนอีก 2 ปีต่อมา Lockyer จึงได้เสนอความเห็นว่า เส้นแสงเหลืองนั้นคงมาจากธาตุชนิดหนึ่งบนดวงอาทิตย์ที่นักวิทยาศาสตร์บนโลก ไม่รู้จักมาก่อน การคิดเช่นนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ หัวเราะเยาะเย้ย Lockyer ว่าเพี้ยน และฟุ้งซ่าน สถานการณ์นี้ได้ทำให้ Lockyer ต้องอดทน และคอยการยืนยันนานหลายปี จนกระทั่ง William Ramsay นักเคมีแห่งสกอตแลนด์ ได้ตอกย้ำว่า สิ่งที่ Lockyer เห็นและคิดนั้น คือความจริง เพราะในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2438 ขณะ Ramsay ศึกษาก๊าซที่ clevite (ซึ่งเป็นสารประกอบของยูเรเนียม) ปล่อยออกมา เขาได้เห็นเส้นแสงสีเหลืองนั้นอีก แต่เห็นไม่เด่นชัด เพราะอุปกรณ์ spectroscope ที่เขาใช้มีประสิทธิภาพไม่สูงพอ เขาจึงส่งก๊าซตัวอย่างไปให้ Lockyer และ William Crookes ผู้เป็นนักฟิสิกส์และเคมีที่มีชื่อเสียงในการวิเคราะห์สารดู อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา Crookes ผู้เชื่อเรื่องโทรจิตก็ได้สรุปว่า ก๊าซที่ให้เส้นแสงสีเหลืองนั้นเป็นก๊าซชนิดเดียวกับที่ Lockyer ได้เคยเห็นเมื่อ 27 ปีก่อน

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ใช้ฮีเลียมในการทำเลเซอร์ และใช้ในเตาอุปกรณ์ปรมาณู อีกทั้งใช้หล่อเลี้ยงให้ความเย็นแก่กล้องโทรทรรศน์ และทำแม่เหล็กตัวนำยวดยิ่ง ฯลฯ ส่วนนักดำน้ำก็ใช้ฮีเลียมปนในออกซิเจนเพื่อหายใจเวลาต้องการดำน้ำลึก

คุณสมบัติที่อัศจรรย์อีกประการหนึ่งของฮีเลียมคือ เวลาอยู่ในสภาพของเหลว และถ้าอุณหภูมิลดต่ำถึง 2.18 องศาสัมบูรณ์ (-271 องศาเซลเซียส) ฮีเลียมเหลวจะกลายเป็นของเหลวยวดยิ่ง (superfluid) ที่สามารถไหลผ่านรูเล็กๆ ได้สะดวกสบายเสมือนไม่มีแรงหนืดใดๆ ต่อต้านเลย หรือจะให้ไหลขึ้นผนังของภาชนะที่เก็บฮีเลียมเหลวก็ทำได้และเพราะฮีเลียมจะ ไม่มีวันเป็นของแข็ง ไม่ว่าอุณหภูมิจะลดเพียงใด ดังนั้น ถ้านรกมีจริง ไฟนรกจะดับก่อนฮีเลียมจะแข็งตัว

ส่วนนักดาราศาสตร์นั้นก็รู้ว่าหลังจากที่ Big Bang ระเบิดได้ 3 นาที ฮีเลียมส่วนใหญ่จะถือกำเนิด และทุกวันนี้ฮีเลียมส่วนมากจะมีพบในดาวฤกษ์ สำหรับฮีเลียมที่พบบนโลก ส่วนใหญ่จะมาจากการสลายตัวของบรรดาธาตุกัมมันตรังสีที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน ครั้นเมื่อปรากฏตัวแล้ว ฮีเลียมที่เบากว่าอากาศก็จะหลุดหนีไปในอวกาศ

ในปี 2501 John Bardeen นักฟิสิกส์ผู้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์คนหนึ่ง ได้กล่าวเตือนโลกว่า ถ้าไม่มีการควบคุมวันหนึ่งโลกจะไม่มีฮีเลียมใช้ คำเตือนนี้ได้ทำให้รัฐสภาสหรัฐฯ ลงมติอนุมัติเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ สร้างโรงงานผลิตฮีเลียมที่ Amarillo ใน Texas เพื่อให้องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐฯ (NASA) ได้ใช้ในจรวด เพราะจรวดที่ทรงพลังต้องใช้ออกซิเจนและไฮโดรเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิง แต่การจะทำให้ก๊าซทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นของเหลวได้อย่างยั่งยืน วิศวกรจำเป็นต้องใช้ฮีเลียมเหลวหล่อเลี้ยงมัน ข้อจำกัดนี้จึงทำให้ทุกคนรู้ว่า ถ้าไม่มีฮีเลียมเหลวเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลวและออกซิเจนเหลวก็จะไม่มี และนั่นก็หมายความว่า มนุษย์อวกาศที่อยู่บนดวงจันทร์ก็จะกลับโลกไม่ได้ ดังนั้นระยะเวลาที่มนุษย์อวกาศจะสามารถอยู่บนดวงจันทร์ได้นานเพียงใด ก็ขึ้นกับปริมาณของฮีเลียมเหลวที่เขานำไป

William Ramsay


เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ที่ Boerhaave Museum ในเมือง Leiden ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีการจัดงานแสดงเรื่อง “The Quest for Absolute Zero” เพื่อเฉลิมฉลองการครบหนึ่งศตวรรษแห่งการทำก๊าซฮีเลียมให้เป็นของเหลวได้ สำเร็จ โดย Heike Kamerlingh Onnes แห่งมหาวิทยาลัย Leiden ในเนเธอร์แลนด์ และความสำเร็จครั้งนั้นได้ทำให้ Onnes พิชิตรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2456 เพราะในสมัยนั้นก๊าซทุกชนิด (นอกจากฮีเลียม) เช่น ไนโตรเจน ไฮโดรเจน นีออน ออกซิเจน อาร์กอน ฯลฯ ต่างก็สามารถกลายสภาพเป็นของเหลวได้เมื่ออุณหภูมิลดต่ำมากๆ เช่น แก๊สไฮโดรเจนจะกลายเป็นของเหลวที่อุณหภูมิ 20 องศาสัมบูรณ์ (-253 องศาเซลเซียส) แต่ฮีเลียมในอุณหภูมินั้นยังเป็นก๊าซอยู่ Onnes ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์จึงเริ่มการวิจัยสร้างฮีเลียมเหลว หลังจากที่ได้ประสบความสำเร็จในการทำไฮโดรเจนเหลวแล้ว โดยได้นำฮีเลียม 7 ลิตร ที่อุณหภูมิ 14 องศาสัมบูรณ์ (-259 องศาเซลเซียส) และมีความดัน 100 บรรยากาศ มาปล่อยให้ผ่านรูพรุนออกสู่ภาชนะที่มีความดัน 1 บรรยากาศ การขยายตัวของก๊าซอย่างรวดเร็ว ทำให้อุณหภูมิของก๊าซลดต่ำ

และนี่ก็คือปรากฏการณ์ Joule-Kelvin ดังนั้นเมื่อ Onnes นำก๊าซฮีเลียมที่อุณหภูมิต่ำมากมาผ่านรูพรุนซ้ำแล้วซ้ำอีกร่วม 20 ครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้ฮีเลียมเหลวปริมาตร 60 มิลลิลิตร ที่อุณหภูมิ 4 องศาสัมบูรณ์ (-269 องศาเซลเซียส) ซึ่งมากพอจะรินลงถ้วยชาได้ แต่มีคุณค่ามหาศาลมากเพราะ Onnes ได้บุกเบิกวิทยาการด้าน cryogenics หรือวิชาความเย็นยวดยิ่งที่ทำให้สสารต่างๆ มีพฤติกรรมประหลาดๆ มากมาย เช่น เป็นตัวนำยวดยิ่ง (superconductor) ซึ่งปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านโดยไม่มีความต้านทานใดๆ ต่อต้านเลย หรือของเหลวยวดยิ่ง (superfluid) ที่ของเหลวไหลไปโดยไม่มีแรงหนืดต่อต้านเลย เป็นต้น

ปัจจุบันนี้หยดของฮีเลียมเหลวที่มีอุณหภูมิต่ำใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ กำลังมีบทบาทในการศึกษาเอกภพเพราะ Grigory Volovik แห่ง Helsinki University of Technology ได้พบว่าฮีเลียมของเหลวชนิด 3He (เลข 3 ใช้บอกว่า นิวเคลียสของ ฮีเลียมมีโปรตอน 2 ตัว และนิวตรอน 1 ตัว ส่วน 4He นั้น นิวเคลียสมีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละ 2 ตัว) ตามปกติ 3He จะมี 2 รูปแบบคือ แบบ A และ B และ Volovik ได้พบว่าเฉพาะ 3He -A เท่านั้นที่มีคุณสมบัติของเอกภพ 4 มิติ ดังนั้นจึงสามารถนำมาทดลองศึกษาธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงและหลุมดำหรือเอกภพใน ขณะถือกำเนิดใหม่ๆ รวมถึงที่มาของกฎต่างๆ ในวิชาฟิสิกส์ ฯลฯ ได้ โดยเฉพาะเรื่องหลุมดำ เพราะทฤษฎีเอกภพในอดีตเคยระบุว่า หลุมดำจะกักเก็บสสารทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่แสงให้อยู่ภายในขอบฟ้าของเหตุการณ์ (event horizon)

แต่เมื่อ 30 ปีก่อนนี้ Stephen Hawking ได้แสดงให้ทุกคนเห็นว่า เมื่อเขานำทฤษฎีควอนตัมมาใช้กับหลุมดำ พลังงานบางส่วนสามารถเล็ดลอดจากหลุมดำได้ เพราะเมื่ออนุภาคกับปฏิอนุภาค (antiparticle) ถือกำเนิดใกล้ขอบฟ้าของเหตุการณ์ อนุภาคส่วนหนึ่งจะถูกดูดลงหลุมดำและอีกส่วนหนึ่งจะหนีไปเพราะอนุภาคเหล่านี้ มีมวล ดังนั้นหลุมดำจึงสูญเสียมวลโดยการแผ่รังสี Hawking แต่รังสีนี้มีความเข้มน้อยมาก ด้วยเหตุนี้ หลุมดำที่หนักจึงต้องใช้เวลานานเป็นหมื่นล้านปี จึงจะสลายตัวหมด ความเนิ่นนานของเวลาเช่นนี้ ทำให้นักดาราศาสตร์ทุกคนแทบไม่คาดหวังจะเห็นรังสี Hawking ด้วยตาเลย

แต่บัดนี้ความหวังนั้นได้ใกล้เข้ามาแล้วเพราะ Volovik และเพื่อนวางแผนจะสร้างหลุมดำ โดยให้ฮีเลียมเหลวไหลสวนกันจนทำให้เกิดอนุภาคพิเศษที่บริเวณรอยต่อระหว่าง ของเหลวทั้งสอง และอนุภาคพิเศษนี้สามารถนำพลังงานออกไปจากฮีเลียมของเหลวได้ในลักษณะเดียว กับที่หลุมดำระเหิด

ฮีเลียมเหลว


ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าในอนาคต หยดฮีเลียมจะสามารถไขความลับบางประการของเอกภพได้ เช่น จะสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดในอวกาศจึงมีสนามแม่เหล็ก และค่าคงตัวอะไรบ้างในเอกภพนี้ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ซึ่งถ้าอธิบายได้และเห็นจริงได้ มันก็เป็นเรื่องที่แทบไม่น่าเชื่อว่า ความรู้เกี่ยวกับเอกภพแทบทั้งหมดได้แฝงอยู่ในสสารชนิดหนึ่งชื่อ ฮีเลียม

สุทัศน์ ยกส้าน เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ไทยแดดเยอะแต่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่าญี่ปุ่น 100 เท่า


บริษัท โอสถาสภา จำกัด แถลงข่าวโครงการ “M-150 Ideology ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรม โซลาร์เซลล์” พร้อมจัดวงเสวนา "โซลาร์เซลล์" ย่อมๆ ให้ความรู้แก่ผู้ร่วมงาน



ดร.พอพนธ์ สิชฌนุกฤษฏ์ (ภาพจากแฟ้มข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์)



กมล ตรรกบุตร กรรมการสภาวิศวกร



สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฤทธา จำกัด



เอกชาติ หัตถา นักวิจัยโซลาร์เทค



รศ.ดร.สมชัย รัตนธรรมพันธ์ ภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ผอ.โซลาร์เทคชี้ญี่ปุ่นมีแดดน้อยกว่าไทยแต่ ใช้โซลาร์เซลล์มากกว่าไทยร้อยเท่า แนะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ด้อยโอกาสในชนบท เผยคนไทยผลิตโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง - ต้นทุนต่ำได้แล้ว ภาคเอกชนเสนอควรติดโซลาร์เซลล์ตามสถานที่ราชการสำรองไฟยามเกิดภัยพิบัติ

ด้วยเห็นว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อนและมีแสงแดดมากแบบไม่ต้องซื้อหา หากเปลี่ยนบางส่วนมาเป็นไฟฟ้าได้ คงประหยัดค่าพลังงานได้มาก ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ติดตามไปเก็บข้อมูลจากวงเสวนา “โซลาร์เซลล์ พลังงานทางเลือกในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นในงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “M-150 Ideology ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรม โซลาร์เซลล์”

ดร.พอพนธ์ สิชฌนุกฤษฏ์ ผผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติ (โซลาร์เทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวเปิดประเด็นผ่านเทปวิดีโอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแสงแดดมากกว่าญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าแห่งพลังงานแสงอาทิตย์มาก

ทั้งนี้ ผอ.โซลาร์เทค ชี้ว่า ประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณแสงแดดทั้งปีเพียง 70% ของบ้านเรา ทว่ากลับเป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าไทยถึง 100 เท่า แสดงให้เห็นศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มาก ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้นำออกมาใช้

“อีก ประมาณ 20 ปี ในปี พ.ศ.2573 ญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 10% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนไฟฟ้าที่ไทยเราใช้อยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน” ดร.พอพนธ์ให้สัมภาษณ์ผู้จัดการวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม

แม้ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เพียง 1.7% หรือเพียง 10 กิกะวัตต์ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 100 กิกะวัตต์ใน 20 ปีข้างหน้า ทว่า ดร.พอพนธ์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน ซึ่งไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์จะเท่ากับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง 1 โรงทีเดียว

นอกจากนี้ ดร.พอพนธ์ มองว่า สำหรับคนในตัวเมืองแล้ว พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าอาจไม่มีความจำเป็นอะไรนัก ทว่า จะดียิ่งขึ้นหากเราจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปผลิตกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้กับชาว บ้านในชนบทห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงไฟฟ้าสู่ผู้ด้อยโอกาส

อย่างไรก็ดี นายกมล ตรรกบุตร กรรมการสภาวิศวกร ให้ข้อมูลว่าจุดด้อยของพลังงานแสงอาทิตย์คือต้นทุนการผลิตที่สูงมาก โดยในยุคเริ่มต้นของพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยเมื่อราวปี 2520 ซึ่งเกิดวิกฤติพลังงานเหมือนปัจจุบัน ขณะ นั้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนวัตต์ละ 250 บาท การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่ให้มีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึง เป็นสิ่งที่จำเป็น

ในจุดนี้ นายเอกชาติ หัตถา นักวิจัยโซลาร์เทค ให้ข้อมูลแก้ว่า ในปัจจุบันนักวิจัยไทยสามารถแก้ข้อจำกัดด้านต้นทุนการติดตั้งเซลล์แสง อาทิตย์ได้แล้ว โดย โซลาร์เทคสามารถผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดฟิล์มบางอะมอร์ฟัสซิลิกอนได้ด้วยต้น ทุนต่ำกว่า 100 บาทต่อวัตต์ ขณะที่ประสิทธิภาพการแปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นสูงสุด 15.7% ด้วย ดังนั้นการขยายผลสู่การเชิงพาณิชย์ด้วยนวัตกรรมแปลกใหม่จึงเป็นที่น่าสนใจติดตามมาก

ส่วนนายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฤทธา จำกัด แสดงความคิดเห็นว่า แม้ ปัจจุบันเซลล์แสงอาทิตย์ยังมีราคาค่อนข้างแพงไปบ้าง แต่เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ในฐานะแหล่งจ่ายไฟสำรองในเวลาที่แหล่งเชื้อ เพลิงอื่นๆ ไม่สามารถใช้การได้ อาทิ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างพายุนาร์กีส โดยสถานที่สำคัญทางราชการควรจะต้องมีไว้รับมือหากเกิดปัญหาโดยต้องไม่ชะล่า ใจ หรือประมาทว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้

ปิดท้ายที่ รศ.ดร.สมชัย รัตนธรรมพันธ์ ภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปว่า การ พัฒนานวัตกรรมแสงอาทิตย์ที่เป็นที่ต้องการในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มี ราคาแพงเท่านั้น แต่อยู่ที่การใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งนั้นเองเป็นจุดที่เขาฝากโจทย์ให้คนรุ่นใหม่นำไปพัฒนานวัตกรรมเซลล์แสง อาทิตย์ของประเทศต่อไป

สำหรับโครงการ “M-150 Ideology ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรม โซลาร์เซลล์”จัด ขึ้นโดยบริษัท โอสถสภา จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของโซลาร์เทค เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาจับกลุ่มกัน 10-12 คน เพื่อส่งแนวคิดนวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์เข้าประกวด โดย 5 ทีมสุดท้ายจะได้รับการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม 2 แสนบาท พร้อมนำผลงานไปติดตั้งใช้จริงในพื้นที่เป้าหมายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.m-150.com .

data manager online
วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

โนเบลหญิงอิสราเอลคนแรกย้อนวัยเยาว์สุดแร้นแค้น ไร้หนังสืออ่าน วอนโลกให้โอกาสผู้หญิง


อาดา โยนาธ วัย 70 ปี นักวิจัยหญิงชาวอิสราเอลคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (nobelprize.org)



"อาดา โยนาธ" นักวิทย์หญิงอิสราเอลคนแรก บนเวทีโนเบล เผยทั้งน้ำตา ชีวิตวัยเด็กยากจนข้นแค้น ไม่มีหนังสืออ่านแม้สักเล่ม ดีใจสุดๆ หลังรู้ข่าวดีว่าได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ พร้อมสนับสนุนเต็มที่ให้ผู้หญิง ขอโลกให้โอกาสและส่งเสริมสตรีให้ได้ทำงานวิทยาศาสตร์อย่างที่ใจต้องการ

ทันทีที่ผลการประกาศรางวัลโนเบล สาขาเคมี ประจำปี 2009 ออกมาอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ต.ค.52 สื่อมวลชนในสวีเดนรีบติดต่อขอสัมภาษณ์พวกเขาทันทีทางโทรศัพท์ ซึ่งผู้ได้รับรางวัลในสาขานี้ ได้แก่ อาดา โยนาธ (Ada Yonath) นักวิจัยอิสราเอลวัย 70 ปี, โทมัส สไตตซ์ (Thomas Steitz) วัย 69 ปี และ เวนคาตรามัน รามกฤษณัน (Venkatraman Ramakrishnan) วัย 57 ปี ชาวสหรัฐฯ จากการศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของไรโบโซมในระดับอะตอม

โยนาธ (ขวาสุด) และ 2 นักวิจัยสหรัฐฯ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2009 ร่วมกัน (เอเอฟพี)


สไตตซ์ได้รับโทรศัพท์จากสวีเดน ซึ่งตรงกับช่วงเช้าตรู่ของสหรัฐฯ และเขาตื่นนอนพอดี ซึ่งเขาบอกกับสื่อมวลชนวิทยุของสวีเดนว่า โชคดีมากที่เขาตื่นขึ้นมาเพื่อจะไปออกกำลังกาย แต่คนที่โทรศัพท์มาหาบอกว่า ไม่ต้องไปโรงยิมแล้ว เพราะเดี๋ยวจะมีโทรศัพท์ตามมาอีกมากมาย

ขณะที่รามกฤษณันก็ได้รับโทรศัพท์ในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเขาให้สัมภาษณ์กับสื่อวิทยุของสวีเดนว่า พวกเขาเป็นเพียงกัปตันทีม ซึ่งมีหลายความคิดที่ทำให้เกิดงานวิจัยเรื่องนี้ และผู้ที่มีส่วนอย่างมากคือนักศึกษาและนักวิจัยหลังปริญญาเอก ส่วนเขานั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของความพยายามและความอุตสาหะอันยิ่ง ใหญ่ของทุกคนที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้

ส่วนโยนาธบอกกับสื่อมวลชนว่า เธออยู่ที่บ้านของลูกสาวในอิสราเอล สิ่งแรกที่รู้สึกคือมีความสุขเหลือมากมายเหลือเกิน ส่วนลูกของเธอก็รู้สึกภูมิใจมาก นั่นยิ่งทำให้เธอมีความสุขมากยิ่งกว่า

ทั้งนี้ โย นาธเป็นกลายเป็นผู้หญิงชาวอิสราเอลคนแรก ที่ได้รับรางวัลโนเบลอันทรงเกียรติ และเป็นผู้หญิงคนที่ 4 ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี โดยมีแมรี กูรี(Marie Curie) เป็นผู้หญิงคนแรกที่บนเวทีโนเบล และได้รับรางวัลในสาขาเคมี ซึ่งเรื่องราวของกูรียังเป็นแรงบันดาลใจให้กับโยนาธ ที่ดำเนินรอยตามกูรีเข้ามาทำงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยโยนาธเป็นชาวอิสราเอลคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี และเป็นชาวอิสราเอลคนที่ 9 ที่ได้รับรางวัลนี้


อาดา โยนาธ เมื่อปี 2549 (เอเอฟพี)

เพียงชั่วครู่หลังการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาเคมีในกรุงสต็อคโฮล์ม โยนาธก็ได้รับโทรศัพท์แสดงความยินดีจากนายชิมอน เปเรส (Shimon Peres) ประธานาธิบดีอิสราเอล ซึ่งเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2537 จากนั้นโยนาธได้ให้สัมภาษณ์แก่สื่อวิทยุของอิสราเอลว่า ช่วงวัยเด็กครอบครัวเธอมีฐานะยากจนมาก อาศัยอยู่ในเยลูซาเลมสมัยที่อังกฤษยังปกครองปาเลสไตน์

"ช่วงชีวิตวัยเด็กของฉัน ไม่มีอะไรเลยที่พอจะบอกได้ว่าฉันจะมาจนถึงจุดนี้ ถึงแม้ว่าพ่อแม่และครอบครัวของฉันจะคิดอยู่เสมอว่า ยังมีโอกาสที่ให้เราได้แสดงคุณค่า" โยนาธให้สัมภาษณ์ไปพร้อมกับร้องไห้ไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ

โยนาธเป็นหนึ่งในนักวิจัย ที่บุกเบิกการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างผลึกของไรโบโซม ซึ่งเธอสามารถสร้างผลึกไรโบโซมได้เป็นครั้งแรกในปี 2523 และตั้งข้อสังเกตเป็นครั้งแรกว่ามีปริศนาซ่อนอยู่ภายในไรโบโซม ซึ่งเธอมีความอยากรู้อยากเห็นตั้งแต่เด็ก และหลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวของกูรีก็จุดประกายความอยากเป็นนักวิทยา ศาสตร์ในตัวเธอ

"งานวิจัยของเราดำเนินไปตลอดระยะเวลาหลายปี และพัฒนาไปในทิศทางที่แตกต่าง ทุก ครั้งที่ฉันคิดว่าฉันกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่มีขนาดใหญ่ราวกับยอดเขาเอเวอ เรส ทางเดียวที่จะแก้ได้ก็คือฉันต้องค้นพบสิ่งที่ใหญ่กว่าเอเวอเรสที่อยู่ข้าง หลังมันเท่านั้น และเมื่อฉันกะเทาะโครงสร้างของไรโบโซมออกมาได้ ฉันสุดแสนจะมีความสุข ฉันมีความสุขมากจริง" โยนาธกล่าว

นอกจากนั้นเอเอฟพียังได้นำข้อความตอนหนึ่งที่โยนาธเคยให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนเมื่อปี 2551 โดยเธอเล่าว่า ตลอดชีวิตของเธอมีแต่การทดลอง มันเป็นความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องที่แสนจะธรรมดา และครั้งหนึ่งเธอเคยตกจากระเบียงบ้านจนแขนหักเพราะพยายามจะวัดความสูงของ ระเบียงด้วย

ขอโอกาสให้ผู้หญิงทำงานวิทยาศาสตร์

"ฉันไม่เคยคิดเลยว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือไม่เมื่อฉันได้ทำงานวิทยา ศาสตร์ ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นมาก ขนาดไม่มีหนังสืออ่านสักเล่ม" โยนาธกล่าว

"ผู้หญิงสร้างประชากรขึ้นมามาครึ่งหนึ่ง ฉันคิดว่าประชากรกำลังสูญเสียพลังสมองของมนุษย์ไปครึ่งหนึ่งจากการที่ไม่ส่งเสริมผู้หญิงให้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ ผู้หญิงก็สามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้หากพวกเธอได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ ฉันอยากให้ผู้หญิงได้รับโอกาสทำในสิ่งที่พวกเธอสนใจ จากเรื่องที่พวกเธอสงสัย และฉันอยากให้โลกเปิดโอกาสนั้นให้กับพวกเธอ ซึ่งฉันรู้ว่าในหลายพื้นที่ยังคงคัดค้านเรื่องนี้อยู่" นักวิทย์หญิงรางวัลโนเบลคนแรกของอิสราเอล กล่าว

ทั้งนี้ โยนาธจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทจากมหาวิทยาลัยฮิบรู ในเยรูซาเลม (Hebrew University in Jerusalem) และจบปริญญาเอกจากสถาบันไวซ์มันน์ (Weizmann Institute) ในอิสราเอล จากนั้นไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) และมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน (Carnegie Mellon University) ในสหรัฐฯ

ปัจจุบันโยนาธดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านชีววิทยาโครงสร้างและชี วโมเลกุลอยู่ที่สถาบันไวซ์มัน และอาศัยอยู่กับลูกสาว 1 คน ในเยลูซาเลม



อาดา โยนาธ (ขวา) เมื่อครั้งได้รับรางวัล Paul Ehrlich and Ludwig Darmstaedter Prize ในเยอรมนี (เอเอฟพี)


thank data news manageronline ASTV
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เริ่มแล้วงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปี 2552


เริ่มแล้วงานเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปี 2552

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2552 เวลา 09.00 น. ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเปิด “งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2552 หรือ “Technomart - Innomart” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และ “พระบิดาแห่งนวัตกรรม” ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ สานฝันธุรกิจด้วยเทคโนโลยีไทย” ซึ่งงานนี้ได้นำผลงานสุดยอดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทยมาจัดแสดงกว่า 200 ผลงาน โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 4 ตุลาคม 2552 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพค เมืองทองธานี

โดยในงานนี้สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้าร่วมในการจัดนิทรรศการโดยนำเสนอทั้งเนื้อหาสาระเกี่ยวกับปีดารา ศาสตร์สากล 2009 (IYA 2009)โดยได้นำกล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสงที่ได้รับการพัฒนาโดยฝีมือคนไทย NARIT 01 จำนวน 7 ตัว และกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสงมาจัดแสดง นอก จากนั้น สดร. ยังมีการจัดเตรียมสื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ไว้หลากหลายให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมงาน ซึ่งภายในงาน“งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี 2552” นี้ ยังมีสาระความรู้ที่น่าสนใจอีกมากมายซึ่งจะเป็นการช่วยจุดประกาย ส่งเสริม สร้างความตระหนักและกระตุ้นให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนคนไทย หันมาให้ความสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

ท่านสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th
วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

เดิมพันสูง! ถ้าเซิร์นเดินเครื่องไม่ได้ "ฟิสิกส์อนุภาค" ถอยหลังไปสิบปี


ภาพ ขณะนักวิทยาศาสตร์ในห้องควบคุมดูข้อมุลการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคและ เครื่องเครื่องตรวจวัดอนุภาค เมื่อวันทดลองยิงลำอนุภาคครั้งแรกวันที่ 10 ก.ย.51 ที่ผ่านมา (ภาพเอพี)


แม้ยังมีความวังกลว่าเครื่องเร่งอนุภาคของ "เซิร์น" จะสร้าง "หลุมดำ" ออกมาดูดกลืนทุกอย่างบนโลก แต่สำหรับนักฟิสิกส์แล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเท่ากับเครื่องจักรทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่ลงทุนไปมหาศาลแต่ไม่สามารถเดินหน้าได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าความก้าวหน้าของ "ฟิสิกส์อนุภาค" จะถอยหลังไปนับสิบปี

เครื่องจักรทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (LHC) ขององค์กรความร่วมระหว่างประเทศในทวีปยุโรปวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Reseach) หรือเซิร์น (Cern) ซึ่ง หลายประเทศร่วมลงทุนไปเป็นเงินมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท เพิ่งจะทดลองเดินเครื่องได้เพียง 9 วัน และเกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียจนต้องปิดซ่อมแซมมาเป็นแรมปี จนบัดนี้เครื่องเร่งอนุภาคเพื่อไขปริศนาจักรวาลยังไม่ได้เดินเครื่องยิง อนุภาคชนกันเลยสักครั้ง

เครื่องเร่งอนุภาค ที่มีท่อเป็นทางวิ่งของลำอนุภาคยาว 27 กิโลเมตร ขดเป็นวงอยู่ในใต้แผ่นดินชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ของนักฟิสิกส์ 8,970 คนจากทั่วโลก ที่อยากเห็นการเดินเครื่องจักรขนาดใหญ่ ซึ่งอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศร่วมประกอบจนเป็นรูปเป็นร่าง แม้จะใช้เงินทุนไปมหาศาลแต่นักฟิสิกส์นับพันต่างหวังว่า เครื่องจักรนี้จะเดินเครื่องได้ด้วยดี และจะเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ทำให้มนุษย์ได้เข้าใจจักรวาล


ภาพเครื่องตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส () ซึ่งเป็นขดลวดซิลินอยด์ขนาดใหญ่ที่มีหน้าที่ในการตรวจวัดอนุภาคมิวออน (รอยเตอร์)

เมื่อ วันที่ 10 ก.ย.ปีที่ผ่านมา เซิร์นได้ทดลองเดินเครื่องยิงลำอนุภาคให้วิ่งวนภายในท่อ และหลังจากนั้นเพียง 9 วันเมื่อทดลองยิงลำอนุภาคให้วิ่งวนภายในท่อ ในทิศทางตรงกันข้าม ได้เกิดความเสียหายเนื่องจากการเชื่อมต่อทางไฟฟ้า จนเป็นเหตุให้ต้องหยุดเดินเครื่อง และต้องซ่อมแซมพร้อมทำความสะอาดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ 53 ตัว เนื่องจากฮีเลียมเหลวนับตัน รั่วเข้าสู่ระบบ ซึ่งฮีเลียมเหลวเหล่านี้ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบเย็นยิ่งกว่าในห้วงอวกาศ เพื่อช่วยหล่อเย็นให้ระบบที่อนุภาควิ่งวนด้วยความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง


ประตุทางเข้าศูนย์ควบคุมเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น (ภาพเอพี)


ทั้ง นี้ เซิร์นได้ออกมาประกาศว่า จะเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีในเดือน พ.ย.นี้ ด้วยพลังงาน 3.5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งเป็นพลังงานครึ่งศักยภาพของเครื่อง โดย เจมส์ กิลลีส์ (James Gillies) โฆษกของเซิร์นกล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่า เซิร์นจะหยุดเดินเครื่องเร่งอนุภาคอีกครั้งในปีหน้า เพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรให้แล้วเสร็จ และจะสามารถเดินเครื่องได้เต็มที่ 7 เทราอิเล็กตรอนโวลต์

แม้ว่าจะเดินเครื่อง ด้วยพลังงานเพียงครึ่งเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างคาดหวังว่า การทดลองจะทำให้ได้ข้อมูลการชนของโปรตอนและไอออนของตะกั่วภายในเครื่อง เร่งอนุภาค แต่แน่นอนที่สุดนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่า การเดินเครื่องที่พลังงานสูงกว่านี้ จะทำให้พวกเขาได้เห็นอนุภาคที่ไม่เคยพบมาก่อน อย่างอนุภาคฮิกก์สโบซอน (Higgs) ซึ่งตามทฤษฎีระบุว่า เป็นอนุภาคที่ก่อให้เกิดมวลอนุภาคและสสารอื่นๆ ในเอกภพ

อย่างไรก็ดี เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการสร้างเครื่องเร่งอนุภาคซูเปอร์คอนดักติงซูเปอร์คอลลิเดอร์ (Superconducting Super Collider) ตามกำหนดที่จะสร้างในปี 2536 ทำให้เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น ก็กลายเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศร่วมลงทุนก่อสร้างเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสำหรับความเสียหายในปีที่ผ่านมา เซิร์นต้องจ่ายค่าซ่อมแซม และเพิ่มระบบความปลอดภัยรวมมูลค่าราว 1,300 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์อาศัยเครื่องเร่งอนุภาคขนาดเท่าห้องทำงาน และทำการทดลองที่อุณหภูมิห้องมาเป็นเวลาหลายทศวรรษเพื่อศึกษาอะตอม

ครั้งหนึ่งนักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่าโปรตอนและนิวตรอนเป็นองค์ประกอบ เล็กที่สุดของนิวเคลียสอะตอม แต่เครื่องเร่งอนุภาคได้แสดงให้เห็นว่า นิวเคลียสยังสร้างขึ้นจาก "ควาร์ก" (quark) "กลูออน" (gluon) และยังมีอนุภาคและแรงอื่นๆ อีก อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาสตร์ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับปฏิสสาร สสารมืด และมวลของอนุภาค ซึ่งพวกเขากำลังรอคำตอบจากเครื่องเร่งอนุภาคเครื่องใหม่ของเซิร์น

นัก วิทยาศาสตร์หวังว่า เศษซากที่กระเด็นออกมาจากการชนกันภายในเครื่องเร่งนั้น จะแสดงให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเศษเสี้ยว 1 ในแสนล้านของวินาที หลังเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ "บิกแบง" (Big Bang) ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นการระเบิดที่ก่อให้เกิดจักรวาล ซึ่งการทดลองดังกล่าวจะเป็นการจำลองการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวในระดับเล็กๆ และตามทฤษฎียังบอกด้วยว่า เอกภพได้เย็นตัวอย่างทันทีทันใดและสสารได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ขณะ ที่คนทั่วไปอาจเคลือบแคลงและสงสัยว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะทำให้เกิดหลุมดำจิ๋วกลืนกินโลก แต่สำหรับนักฟิสิกส์ชั้นนำและเซิร์นแล้วพวกเขาไม่ได้สนใจในเรื่องดังกล่าว และยังคงยืนยันว่าโครงการนี้มีความปลอดภัย ขณะที่การไม่ได้เดินเครื่องเสียทีนั้น ดูจะเป็นปัญหากับนักวิทยาศาสตร์มากกว่า

นีล เลน (Neal Lane) อดีตที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) ของสหรัฐฯ และเป็นอดีตผู้อำนวยการมูลวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ (US Science Foundation) กล่าวว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้น เป็นตัวอย่างของเครื่องจักรอันซับซ้อนขนาดใหญ่ ซึ่งผลักดันให้เทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคก้าวหน้า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะมีปัญหาที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้

" หากสามารถเดินเครื่องเร่งอนุภาคได้เร็ว ก็จะได้ผลลัพธ์ที่มีค่ามาก แต่หากเกิดเรื่องอันไม่คาดคิดมากกว่านี้ การเดินเครื่องล่าช้าออกไปเรื่อยๆ และล้มเหลวในการค้นพบเป้าหมายที่มีนัยสำคัญในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ความรู้ในด้านฟิสิกส์อนุภาคเชิงทดลองของทั่วโลกก็จะถอยหลังไปอีกสิบปีหรือ มากกว่านั้น เป็นการเดิมพันที่สูงมาก" เลนซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ฟิสิกส์และศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) กล่าว
Thank News ASTV manager online
วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552

นาซาเผยชื่อนักบินดิสคัฟเวอรีเที่ยวสุดท้าย ก่อนปิดฉากยุคกระสวยอวกาศปีหน้า


สตีฟ ลินด์ซีย์ ผู้บังคับการเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศ ก่อนถูกปลดระวาง (ภาพทั้งหมดจากนาซาฝสเปซดอทคอม)


นาซาเผยรายชื่อ 6 นักบินที่จะเดินทางไปกับกระสวยอวกาศอวกาศเป็นชุดสุดท้าย เพื่อต่อเติมสถานีอวกาศ โดยดิสคัฟเวอรีจะรับหน้าที่ปิดตำนาน 29 ปียุคกระสวยอวกาศในเดือน ก.ย.53


นิโคล สท็อตต์ นักบินหญิงที่จะร่วมเดินทางไปกับเที่ยวบินประวัติศาสตร์ ซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจบนสถานีอวกาศ


สเปซดอทคอมระบุว่า องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้เปิดรายชื่อ 6 นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปในเที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศ โดยมีสตีฟ ลินด์ซีย์ (Steve Lindsey) หัวหน้านักบินอวกาศของนาซารับหน้าที่บังคับการเที่ยวบิน STS-133 และดิสคัฟเวอรี (Discovery) จะได้รับภารกิจปิดตำนาน 29 ปีแห่งยุคกระสวยอวกาศนี้


บาร์แรตต์ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่บนสถานีอวกาศ



หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เที่ยวบินสุดท้ายของกระสวยอวกาศจะทะยานฟ้าในเดือน ก.ย.53 มุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) รวมระยะเวลา 8 วัน และทางเอพียังระบุด้วยว่ากระสวยดิสคัฟเวอรีได้มุ่งหน้าสู่อวกาศทั้งหมด 128 เที่ยวแล้ว นับแต่เริ่มบินเมื่อปี 2525

“เป็นกำหนดการสุดท้ายที่จะขนส่งเสบียงสู่สถานีอวกาศ ซึ่งพวกเขาจะขึ้นพร้อมด้วยสเบียงจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยง" เจมส์ ฮาร์ทสฟิล์ด (James Hartsfield) โฆษกของนาซาเผย

ส่วนนักบินอวกาศที่เหลือซึ่งจะร่วมเดินทางไปกับลินด์ซีย์นักบินอวกาศ ที่ปฏิบัติภารกิจอวกาศมาแล้ว 4 ครั้ง ได้แก่ พันอากาศเอกอีริค โบ (Eric Boe) ผู้รับหน้าที่นักบิน อัลวิน ดรูว (Alvin Drew) ทีมโมธี โคปรา (Timothy Kopra) ไมเคิล บาร์แรตต์ (Michael Barratt) และนิโคล สท็อตต์ (Nicole Stott) ซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำเที่ยวบิน โดยทั้งหมดล้วนเป็นนักบินอวกาศผู้เชี่ยวชาญของนาซา

ตอนนี้บาร์แรตต์และสท็อตต์กำลังประจำอยู่บนสถานีอวกาศ ส่วนโคปราเพิ่งกลับสู่โลกเมื่ออาทิตย์ก่อนในเที่ยวบิน STS-128 ของกระสวยดิสคัฟเวอรี หลังสิ้นสุดการประจำอยู่บนสถานีอวกาศนาน 2 เดือน ซึ่งโฆษกนาซากล่าวว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยรายชื่อนักบินอวกาศขณะที่ เจ้าตัวยังอยู่บนสถานีอวกาศ

ลินด์ซีย์และลูกเรือของเขาจะเริ่มต้นฝึกเพื่อปฏิบัติภารกิจของพวกเขา ในเดือนหน้า ซึ่งเขาจะแปะมือเพื่อรับตำแหน่งหัวหน้านักบินอวกาศในฐานะ "นักบินอวกาศผู้เชี่ยวชาญ" (veteran spaceflyer) ต่อจาก เพกกี วิทสัน (Peggy Whitson) นักบินอวกาศหญิงคนแรกที่รับหน้าที่ผู้บัญชาการบนสถานอวกาศเมื่อปี 2550 และนักบินอวกาศหญิงคนแรกที่รับตำแหน่งสูงสุดของอาชีพนักบินในนาซา


โคปราขณะอยู่ในวงโคจร


ทั้งนี้นาซาเตรียมปลดระวางกระสวยอวกาศลงในปีหน้า หลังต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติแล้วเสร็จ โดยเหลือเที่ยวบินจนถึงเที่ยวบินสุดท้ายทั้งหมด 6 เที่ยว และนาซาได้วางแผนทดแทนกระสวยอวกาศด้วยยานอวกาศโอไรออน (Orion) ที่จะถูกส่งขึ้นฟ้าด้วยจรวดแอเรส 1 (Ares I) แต่ยานอวกาศใหม่จะยังไม่ถูกใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2558

"เอช จี เวลล์" เชคสเปียร์แห่งวงการนิยายวิทยาศาสตร์


เอช จี เวลล์ (wikipedia)


นอกจาก "จูลส์ เวิร์น", "อาเธอร์ ซีคลาร์ก", "ไอแซค อาซิมอฟ" นักเขียนไซ-ไฟระดับเวิร์ลคลาสที่คนไทยผู้นิยมนิยายวิทยาศาสตร์จะรู้จักกันดี แล้ว "เอช จี เวลล์" เป็นนักเขียนไซ-ไฟอีกคนที่เราต้องคารวะในความสามารถ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "เชคสเปียร์" แห่งวงการวิทยาศาสตร์

เอ่ยชื่อ "เอช จี เวลล์" (H.G. Wells) หรือ เฮอร์เบิร์ท จอร์จ เวลล์ (Herbert George Wells) บางคนอาจทำหน้างงๆ ว่าเขาคือใคร แต่ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ War of the Worlds หรือในชื่อภาษาไทยว่า "อภิมหาสงครามล้างโลก" ที่ได้ "ทอม ครูส" และสาวน้อย "ดาโกตา แฟนนิง" เป็นนักแสดงนำ หลายคนคงพยักหน้ารู้จักภาพยนตร์ไซ-ไฟ (Sci-fi) เรื่องนี้ และเวลล์คือนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้สร้างต้นฉบับเรื่องนี้และได้กลาย เป็นภาพยนตร์ในเวลาต่อมา


หน้าปกหนังสือ เดอะ ไทม์ แมชีน ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก (wikipedia)


รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุปตะกุล นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์แถวหน้าของเมืองไทย เล่าให้ฟังว่า เอช จี เวลล์ เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่ระหว่าง 21 ก.ย.2409 - 13 ส.ค.2489 หากพูดถึงนิยายวิทยาศาสตร์ระดับโลกแล้ว มีนักเขียนที่อยู่ในฐานะ "บิดานิยายวิทยาศาสตร์" 2 คน คือ จูลส์ เวิร์น (Jules Verne) และ เอช จี เวลล์

ก่อนหน้านั้นก็มีผู้นิยายไซ-ไฟแนวสยองขวัญ แต่ได้สร้างจินตนาการทางวิทยาศาสตร์ขึ้นเอง ซึ่งเวิร์นนับเป็นคนแรกที่เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ โดยอยู่บนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเป็นไปได้จริง

ความแตกต่างระหว่างผลงานของเวิร์นและเวลล์คือ เวิร์นจะสร้างงานเขียนในด้านเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ ขณะที่เวลล์ซึ่งเขียนนิยายบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์เช่นกัน จะเปิดกว้างงานเขียนที่ไม่จำกัดเพียงเรื่องเทคโนโลยี โดยผลงานไซ-ไฟเรื่องแรกของเวลล์คือ "เดอะ ไทม์ แมชชีน" (The Time Machine) ที่เขาเขียนขณะอายุ 29 ปี ซึ่งมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่อง อาทิ "ดิ ไอส์แลนด์ ออฟ ดร.มารู" (The Island of Dr Moreau) และ "ดิ อินวิซิเบิล แมน" (The Invisible Man) เป็นต้น

ผลงานเขียนของเวลล์ ไม่เพียงแค่สร้างความบันเทิงหากแต่จินตนาการของเขาหลายเรื่องนั้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่ากำลังเป็นจริงในหลายๆ เรื่อง เช่น "ดิ อินวิซิเบิล แมน" ซึ่งจัดจัดเป็นนิยายวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ คือไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงได้ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังสร้างวัสดุที่เรียกว่า "เมตาแมทีเรียล" (meta material) อย่างผ้าคลุมล่องหน ที่ใกล้จะประสบความสำเร็จ หรือรถยนต์ล่องหน ซึ่งให้แสงเข้าไปในวัสดุดังกล่าวทุกทิศทุกทางแล้วออกจากวัตถุนั้นในพร้อมๆ กัน

หรือจะเรื่อง "ดิ ไอส์แลนด์ ออฟ ดร.มารู" ซึ่งพูดถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ไคเมรา" (Khimera) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ท่อนหัวเป็นหญิงสาวสวยแต่ท่อนล่างเป็นสัตว์ เป็นการตัดต่อสิ่งมีชีวิตข้ามสาย ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการตัดต่อสิ่งมีชีวิตข้ามสายพันธุ์ระหว่างสัตว์และพืช เช่น การตัดต่อยีนของหิ่งห้อยเข้าไปในใบยาสูบ เป็นต้น

ทั้งนี้ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เวลล์ปรารถนาที่จะเขียนหนังสือนั้น เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุในวัยเด็กที่ทำให้เขาขาหัก เขาจึงใช้เวลาไปกับการอ่าน ซึ่งนำเขาไปสู่อีกโลกหนึ่ง แต่ด้วยสถานะทางบ้านที่ไม่ค่อยดีนัก เขาจึงต้องทำงานช่วยเหลือจุนเจือทางบ้าน และทำงานหลายอย่าง เขาเคยทำงานเป็นลูกจ้างร้านขายผักซึ่งทำให้เขาไม่มีความสุขนัก และประสบการณ์นั้นเองได้กลายเป็นวัตถุดิบในสร้างสรรค์งาน 2 เรื่อง คือ "เดอะ วีลส์ ออฟ แชนซ์" (The Wheels of Chance) และ "คิปปส์" (Kipps) ซึ่งเล่าเรื่องชีวิตของลูกจ้างขายผักและวิพากษ์วิจารณ์การกระจายความ มั่งคั่งของโลก

เวลล์เรียนชีววิทยาด้วยทุนที่โรงเรียนสามัญวิทยาศาสตร์ (Normal School of Science) ในเซาท์ เคนซิงตัน (South Kensington) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยรอยัลคอลเลจออฟไซน์ (Royal College of Science) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London) ซึ่งแม้เขาจะผ่านทั้งวิชาฟิสิกส์และชีววิทยา แต่ด้วยความไม่สนใจธรณีวิทยา ทำให้เขาไม่ได้รับทุนต่อ

อย่างไรก็ดี เวลล์ก็ได้รับปริญญาสาขาสัตววิทยาในภายหลัง จากหลักสูตรนอกเวลาของมหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London External Programme) โดยระหว่างศึกษาเขาได้ทำงานเป็นครูสอนหนังสือด้วย

ทว่า หนังสือเล่มแรกของเขาไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ แต่เป็นหนังสือที่มีชื่อว่า "แอนติซิแพชันส์" (Anticipations) ซึ่งเขียนขึ้นในปี 2444

รศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าวว่าคน จะจดจำบทบาทของเวลล์มากกว่าเวิร์น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครที่เขียนไซไฟหลากหลายแนวเรื่องได้มากเท่าเวลล์ งานเขียนของเขาเปิดกว้างมาก และเป็นแรงจูงใจให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ มา นักเขียนไซไฟที่มีความสามารถระดับน้องๆ ของ ซี คลาร์ก อย่าง ไบรอัน อัลดิสส์ (Brian Aldiss) เคยกล่าวไว้ว่า "เวลล์คือเช็คสเปียร์ของวงการไซไฟ"

" ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ฝรั่งเศส อังกฤษ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเขาจะก้าวหน้าไปพร้อมๆ กับไซไฟ คนไทยเองก็มีจินตนาการเยอะ น่าจะลองมาสร้างผลงานตรงนี้ ส่วนตัวผมแล้วอ่านนิยายของเขาเยอะมาก และเขายังเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ให้ผม เหมือนกับ อาร์ซิมอฟ ซี คลาร์ก และจูลส์ เวิร์น" รศ.ดร.ชัยวัฒน์กล่าว.

thak data astv manager online
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ลายพาดกลอนบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส

ดวงจันทร์เอนเซลาดัส

ยานแคสซีนีของนาซาได้เฉียดเข้าใกล้ดวงจันทร์เอนเซลาดัสด้วยระยะห่าง 175 กิโลเมตรจากพื้นผิว และได้ถ่ายภาพจำนวนหนึ่งไว้ นักดาราศาสตร์พบสิ่งน่าสนใจเป็นพิเศษในภาพจากแคสซีนีในครั้งนี้ เพราะพบรอยแตกหลายรอย ยาวประมาณ 130 กิโลเมตร ห่างกันราว 40 กิโลเมตร และเป็นแนวเกือบขนานกัน ต่อมานักดาราศาสตร์เรียกรอยเหล่านี้ว่า "ลายพาดกลอน"

การค้นพบครั้งนี้สนับสนุนผลการสำรวจก่อนหน้านี้ที่พบว่าขั้วใต้ของดวง จันทร์ดวงนี้ยังคงคึกคักไปด้วยกัมมันตภาพหลายอย่าง จากการสำรวจโดยกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินก่อนหน้านี้พบว่าดวงจันทร์เอนเซลา ดัสสว่างวาบขึ้นมากว่าปรกติในช่วงที่หันขั้วใต้มาทางโลก
ดวงจันทร์เอนเซลาดัสของดาวเสาร์ ถ่ายภาพโดยยานแคสซีนีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ภาพขาวดำทางซ้ายมองเห็นพวยขนาดใหญ่ใกล้ขั้วใต้ของเอนเซลาดัส ส่วนภาพแปลงสีทางขวาแสดงพวยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก (ภาพจาก NASA/JPL/Space Science Institute)

รอยแตกนี้ทำหน้าที่เหมือนรูระบายสิ่งต่าง ๆ จากภายในดาวออกมา ซึ่งได้แก่ไอน้ำและละอองของผลึกน้ำแข็ง เมื่อน้ำแข็งพุ่งออกจากรอยแตกนั้น ละอองน้ำแข็งนั้นจะตกผลึกเป็นน้ำแข็งใหม่ เมื่อผลึกถูกรังสีเป็นระยะเวลาหนึ่ง โครงสร้างผลึกก็จะค่อยสึกกร่อนไป การศึกษาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผลึกจะทำให้ทราบระยะเวลาของกระบวนการกัด กร่อนและทำให้ทราบอายุของลายพาดกลอนนี้ได้ด้วย นักดาราศาสตร์พบว่ากระบวนการกัดกร่อนนี้เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี และการที่ปัจจุบันยังพบน้ำแข็งทั้งที่เป็นผลึกใหม่และผลึกเก่าดวงจันทร์ดวง นี้ แสดงว่ารอยแตกนี้ยังมีอายุน้อยอยู่มาก
นักดาราศาสตร์เชื่อว่าใต้พื้นผิวน้ำแข็งของเอนเซลาดัสมีเป็นแหล่งน้ำที่อยู่ ในรูปของเหลวอยู่ โดยได้รับความร้อนจากหินร้อนด้านล่าง เมื่อความดันน้ำมากขึ้น น้ำจะแทรกผ่านช่องระบายขึ้นสู่พื้นผิวพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นไอน้ำและละออง น้ำแข็ง (ภาพจาก NASA/JPL/Space Science Institute)

นั่นหมายความว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัสยังเป็นดวงจันทร์ที่คุกรุ่นไปด้วย กัมมันตภาพ (activity) และมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างคึกคัก แต่สิ่งนี้เป็นปริศนาชวนคิดอยู่ไม่น้อย เพราะการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยามีความร้อนเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ แต่ดวงจันทร์เอนเซลาดัสมีขนาดเล็กมากเพียง 500 กิโลเมตรเท่านั้น วัตถุที่เล็กขนาดนี้น่าจะเย็นและพ้นช่วงกัมมันต์ไปนานแล้ว แล้วเหตุใดดวงจันทร์ดวงนี้ยังคงรักษาความร้อนอยู่ได้ นั่นเป็นคำถามที่รอให้ขบคิดกันต่อไป

เอนเซลาดัสเป็นหนึ่งในดวงจันทร์เพียงไม่กี่ดวงในระบบสุริยะที่เป็นดวง จันทร์ที่มีกัมมันตภาพมาก ตัวอย่างดวงอี่นได้แก่ ดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี และดวงจันทร์ไทรทันของดาวเนปจูน

ข้อมูล สมาคมดาราศาสตร์ไทย
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เทปกาวปล่อยรังสีเอกซ์ !!

สก็อตเทปปล่อยลำแสงและรังสีเอกซ์เมื่อถูกแกะออกจากม้วนภายในสุญญากาศ (ภาพเนเจอร์/Carlos Camara, Juan Escobar)




นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ แกะสก็อตเทปในสุญญากาศ ได้รังสีเอกซ์ปริมาณมหาศาล และมีความแรงมากพอ ที่จะบันทึกภาพถ่ายเอกซ์เรย์ได้ โดยทีมวิจัยได้ทดสอบกับนิ้วมือของตัวเอง แต่ปรากฏการณ์นี้ เคยพบมาก่อนแล้ว ทั้ง "ฟรานซิส เบคอน" และ นักวิทยาศาสตร์รัสเซียเมื่อ 50 ปีก่อน

"เราแปลกใจกันมาก จากแค่เทปใสธรรมดา เราได้กำลังรังสีปริมาณมากขนาดนี้" เอพีระบุคำพูดของ ฮวน เอสโคบาร์ (Juan Escobar) นักศึกษามหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแองเจลิส (University of California, Los Angeles) หรือยูซีแอลเอ (UCLA) ซึ่งรวมในการศึกษาครั้งนี้

ทั้งนี้ เซธ พัทเทอร์แมน (Seth Putterman) พร้อมคณะจากยูซีแอลเอ ได้ใช้เครื่องยนต์เพื่อคลายม้วนสก็อตเทป และบันทึกการปลดปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยข้อมูลจากนิวไซแอนทิสต์ระบุว่า ทีมวิจัยดึงเทปออกจากม้วนด้วยอัตราเร็ว 3 เซนติเมตรต่อวินาที ทำให้เกิดรังสีเอกซ์ 15 กิโลอิเล็กตรอนโวลต์ (KeV) และทุกๆ หนึ่งในพันล้านวินาทีจะมีปริมาณโฟตอนออกมา 1 ล้านตัว

ความแรงของรังสีเอกซ์ระดับนี้ เป็นประโยชน์ที่จะใช้เป็นแหล่งกำเนิดในการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ ซึ่งในการทดลองนี้ ทีมวิจัยได้ใส่หน้าต่างพลาสติกในช่องสุญญากาศ แล้วสามารถบันทึกภาพรังสีเอกซ์ของนิ้วมือได้ โดยใช้เครื่องตรวจจับรังสีเอกซ์ที่ใช้ในงานทันตกรรม ซึ่งผลจาการศึกษาดังกล่าวได้ตีพิมพ์ลงวารสารเนเจอร์ (Nature)

"พลังงานของรังสีเอกซ์นี้ ทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้ หากใช้โมเลกุลแทนอิเล็กตรอน แต่มันก็เป็นเรื่องทางวิศวกรรม ไม่ใช่เรื่องทางฟิสิกส์" พัทเทอร์แมนกล่าวถึงความคิดไปไกล
ภาพ ถ่ายนิ้วมือของทีมวิจัยด้วยรังสีเอกซ์ที่ได้จากเทปกาว โดยม้วนสก็อตเทปที่ใช้ทดลองวางอยุ่ในอุปกรณ์สุญญากาศด้านล่างของมือ (ภาพเนเจอร์/Carlos Camara, Juan Escobar, Seth Putterman)

ด้านเนเจอร์ระบุว่า พลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้น คือการเรืองแสงแบบที่รู้จักกันว่า "ไทรโบลูมิเนสเซนส์" (triboluminescence) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของแสง ที่จะเกิดขึ้นเมื่อของแข็งโดยเฉพาะของแข็งประเภทผลึก ถูกกด ขูด หรือขัด โดยคำอธิบายที่ได้การยอมรับคือ เมื่อผลึกถูกขัดหรือแยกออก กระบวนการที่เกิดขึ้นก็จะแยกประจุตรงกันข้ามออกจากกันด้วย และเมื่อประจุกลับมารวมกันกลายเป็นกลาง จะปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสง

ปรากฏการณ์ ลักษณะนี้ ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) จิตกรชาวอังกฤษเคยสังเกตเห็นเมื่อปี 2148 โดยเขาสังเกตว่า ก้อนน้ำตาลที่ขัดสีกันนั้นได้ปล่อยแสงออกมา

ส่วนปรากฏการณ์เรืองแสงของสก็อตเทปนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ในรัสเซียเคยสังเกตพบเมื่อปี 2496 ว่าเทปที่ติดอยู่บนแก้วนั้นปลดปล่อยรังสีเอกซ์ได้ แต่ทีมวิจัยของยูซีแอลเอยังคงเคลือบแคลงต่อผลการทดลองดังกล่าว จึงตัดสินใจศึกษาปรากฏการณ์ดังกล่าว
ภาพถ่ายนิ้วมือของทีมวิจัยด้วยรังสีเอกซ์ที่ได้จากเทปกาว (ภาพเอพี/Carlos Camara, Juan Escobar, Seth Putterman)

อย่างไรก็ดีตามรายงานของนิวไซแอนทิสต์ พัทเทอร์แมนยังไม่แน่ใจว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นยังคงเป็นปริศนา แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีกว่า เมื่อเกิดการขัดสีของพื้นผิว 2 อันจะทำให้เกิดประจุบวกและประจุลบ

สำหรับในกรณีนี้เทปกาวจะมีประจุบวก ส่วนแกนพลาสติกจะเป็นประจุลบ ทำให้เกิดความต่างประจุขึ้นจนกระทั่งอิเล็กตรอนกระโดดจากเทปกาวที่ถูกดึงออก ไปยังแถบเทปกาวที่ม้วนอยู่ ซึ่งทำให้เกิดพลังงานมากพอที่จะผลิตรังสีเอกซ์ เมื่ออิเล็กตรอนกระทบกับเทปกาว
ภาพการ ทดลองแกะเทปใสในอุปกรณ์สุญญากาศ ซึ่งใช้อุปกรณ์ตรวจจับรังสีเอกซ์สำหรับงานทันตกรรม ตรวจวัดรังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น (ภาพเอพี/Carlos Camara, Juan Escobar, Seth Putterman)

"ใน อีกมุมหนึ่งเราก็ค่อนข้างกลัวนะ แต่เราก็คิดได้ว่าสก็อตเทปจะปล่อยรังสีเอกซ์ออกมาได้ก็เมื่อใช้ในสภาพ สุญญากาศ เราไม่ต้องการสร้างความตระหนกให้กับผู้คนจากการใช้สก็อตเทปในชีวิตประจำวัน" เอสโคบาร์กล่าว
ชมการทดสอบดูนะจ๊ะ


Thank ASTV good!!!